ปวดรูทวาร ปวดทวารหนัก เกิดจากอะไร ดูแลอย่างไร

ปวดรูทวารหรือปวดทวารหนักเกิดได้จากแผลปริ ริดสีดวงอุดตัน ฝีรอบทวาร และการปวดเกร็งที่ตรวจไม่พบรอยโรค ดูจากจังหวะการปวด อาการร่วม วิธีดูแล และสัญญาณที่ควรมาตรวจ

“ปวดรูทวาร” หรือ “ปวดทวารหนัก” เป็นชื่อเรียกอาการ ไม่ใช่ชื่อโรคเดียว สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

จังหวะที่เริ่มปวด ระยะเวลาที่ปวด และอาการร่วม มักช่วยแยกสาเหตุได้มากกว่าระดับความปวด บางรายปวดจริงแต่ตรวจไม่พบรอยโรค ซึ่งก็มีคำอธิบายและไม่อันตราย

แยกจากจังหวะการปวด

ปวดแบบไหนน่าจะเป็น
เจ็บแสบตอนถ่าย และเจ็บต่ออีกเป็นชั่วโมง + เลือดสดแผลปริขอบทวาร
ปวดขึ้นมาทันทีใน 1–2 วัน คลำได้ก้อนแข็งสีคล้ำหัวริดสีดวงอุดตัน
ปวดตุบๆ ตลอดเวลา แย่ลงเรื่อยๆ บวมแดง อาจมีไข้ฝีรอบทวาร
ปวดเกร็งเป็นพักๆ มักกลางดึก แล้วหายสนิทเองปวดเกร็งกล้ามเนื้อทวารหนัก
ปวดหน่วงเวลานั่งนาน เป็นเรื้อรังกลุ่มอาการกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ปวดหลังทำหัตถการ เช่น ฉีด หรือ รัดยางปฏิกิริยาปกติในช่วงแรก

สาเหตุที่พบบ่อย

แผลปริขอบทวาร

สาเหตุอันดับหนึ่งของอาการเจ็บทวารหนัก จุดเด่นคือ เจ็บตอนถ่ายและเจ็บต่อหลังถ่าย มักมีเลือดสีแดงสดร่วมด้วย ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

หัวริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดอุดตัน

ปวดขึ้นมาเร็วมาก ภายในหนึ่งถึงสองวัน คลำได้ก้อนแข็ง เจ็บที่สุดใน 2–3 วันแรกแล้วค่อยๆ ดีขึ้น เจ็บมากแต่ไม่อันตราย

ฝีรอบทวาร

ปวดตุบๆ ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะตอนถ่าย และแย่ลงเรื่อยๆ ร่วมกับบวม แดง ร้อน อาจมีไข้ สาเหตุนี้ ไม่ควรรอดูอาการ ต้องกรีดระบายหนอง

ปวดจริงแต่ตรวจไม่พบรอยโรค

บางรายปวดชัดเจนแต่ตรวจแล้วไม่พบแผล ไม่พบก้อน ไม่พบฝี ไม่ได้แปลว่าคิดไปเอง เพราะกล้ามเนื้อ หูรูดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเองก็ทำให้ปวดได้ และมีลักษณะเฉพาะที่พอแยกจากกันได้

ปวดเกร็งกล้ามเนื้อทวารหนัก

อาการปวดเกร็งรุนแรงเป็นพักๆ มักเกิดตอนกลางดึก อยู่ไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาทีแล้วหายสนิท ไม่มีเลือดออก ไม่มีก้อน ตรวจแล้วไม่พบรอยโรคใดๆ

หลายคนตกใจมากเพราะปวดรุนแรง แต่ ภาวะนี้ไม่อันตราย ไม่ลุกลาม และไม่ทำให้เกิดโรคอื่นตามมา ยังควรมาตรวจครั้งแรกเพื่อตัดสาเหตุอื่นออกไปก่อน แล้วจึงสบายใจได้

กลุ่มอาการกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ปวดหน่วงเรื้อรัง แย่ลงเมื่อนั่งนาน มักสัมพันธ์กับความเครียดและการนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ ดูแลด้วยการปรับท่านั่ง การยืดและคลายกล้ามเนื้อ และกายภาพบำบัด

ทั้งสองอย่างนี้สรุปได้หลังตัดสาเหตุอื่นออกไปแล้ว ไม่ใช่ข้อสรุปตั้งแต่ยังไม่ได้ตรวจ โดยเฉพาะครั้งแรกที่มีอาการ

ปวดรูทวารเป็นมะเร็งไหม

อาการปวดเพียงอย่างเดียวส่วนใหญ่มาจากโรคที่พบบ่อยและรักษาได้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม อาการอย่างเดียวใช้ยืนยันสาเหตุไม่ได้ ควรมาตรวจถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 2–3 สัปดาห์ คลำได้ก้อนที่เปลี่ยนแปลงหรือโตขึ้น มีเลือดออกซ้ำ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือการขับถ่ายเปลี่ยนไป

ถ้าคลำได้ก้อนร่วมกับอาการปวด ลักษณะของก้อนช่วยแยกสาเหตุได้อีกทาง อ่านวิธีดูได้ที่ มีก้อนที่รูทวาร คืออะไร อันตรายไหม

เลือดออกทางทวารมีได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน ถ้ามีเลือดร่วมด้วย อ่านวิธีสังเกตเบื้องต้นได้ที่ ถ่ายเป็นเลือด กลัวเป็นมะเร็ง แต่การเห็นเลือดซ้ำควรให้แพทย์ตรวจ ไม่ควรสรุปเองว่า เป็นริดสีดวง

ดูแลตัวเองอย่างไรระหว่างรอตรวจ

สิ่งเหล่านี้ช่วยได้กับสาเหตุส่วนใหญ่ และไม่ทำให้อะไรแย่ลง

  • แช่ก้นในน้ำอุ่น ครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังถ่าย
  • ไม่ปล่อยให้ท้องผูก ดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร กินกากใย ใช้ยาระบายอ่อนๆ ถ้าจำเป็น
  • ไม่กลั้นอุจจาระเพราะกลัวเจ็บ — ยิ่งกลั้นยิ่งแข็งและยิ่งเจ็บกว่าเดิม
  • ไม่นั่งถ่ายนาน ไม่เบ่ง
  • ยาแก้ปวดพาราเซตามอลใช้ได้ตามปกติ
  • ทำความสะอาดด้วยน้ำ ซับให้แห้ง ไม่ถูแรง

สิ่งที่ไม่ควรทำ — บีบหรือกดก้อนเอง ใช้ยาชาทาต่อเนื่องหลายสัปดาห์โดยไม่หาสาเหตุ หรือซื้อยาริดสีดวงมาใช้เองทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร

แพทย์ตรวจอะไร และตรวจพบอะไรได้บ้าง

การตรวจเริ่มจากให้นอนตะแคงซ้าย งอเข่า และเปิดผ้าคลุมเฉพาะบริเวณที่จำเป็น จากนั้นตรวจตามลำดับ

  1. ดูและคลำบริเวณภายนอก ตรวจพบแผลปริขอบทวาร ก้อนริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือด ก้อนบวมแดงจากฝี รูเปิดที่มีหนองจากฝีคัณฑสูตร ติ่งเนื้อ หรือหูดได้
  2. ตรวจทวารด้วยนิ้วเมื่อจำเป็น ใช้ถุงมือและเจลหล่อลื่น เพื่อตรวจหาจุดกดเจ็บ ก้อน หรือความผิดปกติภายในช่องทวารและไส้ตรงส่วนล่าง
  3. ตรวจด้วย anoscope หรือ proctoscope เมื่อจำเป็น เพื่อดูริดสีดวงภายใน เยื่อบุช่องทวาร แผล ก้อน และตำแหน่งที่มีเลือดออก

ไม่จำเป็นต้องตรวจด้วยนิ้วหรือใส่เครื่องมือทุกคน ถ้าปวดมากจากแผลปริเฉียบพลันหรือสงสัยฝี แพทย์จะตรวจเฉพาะภายนอกและไม่ฝืนตรวจลึก หากพบก้อนหรือความผิดปกติที่ต้องตรวจเพิ่มเติม แพทย์จะแนะนำการตรวจหรือส่งต่อที่เหมาะสม ส่วนรายที่ตรวจแล้วไม่พบรอยโรค อาการมักเข้าได้กับ กลุ่มที่เกิดจากกล้ามเนื้อ ซึ่งดูแลได้และไม่อันตราย

การตรวจทั่วไปไม่ต้องงดอาหารหรือสวนอุจจาระล่วงหน้า ดูขั้นตอนและวิธีเตรียมตัวได้ที่ การตรวจทวารหนัก ตรวจอย่างไร เจ็บไหม

เมื่อไหร่ควรมาตรวจทันที

  • มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดบวมที่ทวารหนัก
  • บวมแดงลามกว้างขึ้นเร็ว หรือมีหนองไหล
  • ปวดรุนแรงจนนั่ง เดิน หรือนอนไม่ได้
  • ปัสสาวะไม่ออก ร่วมกับปวดทวารหนัก
  • เลือดออกมาก หรือมีอาการซีด เวียนหัว ใจสั่น
  • เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกินยากดภูมิ — ควรมาเร็วกว่าปกติ
  • ปวดเรื้อรังเกิน 2–3 สัปดาห์ทั้งที่ดูแลตัวเองแล้ว
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือนิสัยการขับถ่ายเปลี่ยนไป

อาการปวดทวารหนักส่วนใหญ่มาจากสาเหตุที่รักษาได้และไม่ร้ายแรง แต่เพราะบริเวณนี้มองเองไม่เห็น การเดาเองมักทำให้ใช้ยาผิดชนิดอยู่หลายสัปดาห์ — การตรวจใช้เวลาไม่กี่นาทีและได้คำตอบที่ชัดเจน

แต่ละโรคอาการทับซ้อนกันได้ อาการอย่างเดียวแยกโรคให้ขาดไม่ได้ ต้องอาศัยการตรวจร่างกายโดยแพทย์ จึงจะวินิจฉัยได้ตรงที่สุด ไม่แนะนำให้วินิจฉัยเองและซื้อยากินเอง เพราะแต่ละโรครักษาคนละแนวทาง ถ้าเข้าใจผิดแล้วรักษาไปตามความเชื่อเดิม อาการอาจไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้

อ่านตารางเทียบอาการและรายละเอียดแต่ละโรคได้ที่ โรคบริเวณทวารหนัก: แผลปริ ฝี ฝีคัณฑสูตร และติ่งเนื้อ

คำถามที่พบบ่อย

กดที่คำถามเพื่อดูคำตอบ

ปวดทวารหนักแต่ไม่มีเลือดออก เป็นอะไรได้บ้าง

เป็นได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยคือหัวริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดอุดตัน ฝีรอบทวารในระยะแรกที่ยังไม่มีหนองชัด และอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นซึ่งตรวจไม่พบรอยโรคใดๆ เลย ลักษณะและจังหวะของการปวดช่วยแยกเบื้องต้นได้ แต่ต้องตรวจบริเวณทวารจึงจะทราบสาเหตุ

ปวดเกร็งขึ้นมาตอนกลางดึกแล้วหายไปเอง คืออะไร

ลักษณะนี้เข้าได้กับภาวะปวดเกร็งกล้ามเนื้อทวารหนัก ซึ่งเป็นการหดเกร็งชั่วคราวของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ปวดมากแต่มักอยู่ไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาทีแล้วหายสนิท ไม่อันตรายและไม่ได้ทำให้เกิดโรคอื่นตามมา แต่ควรตรวจครั้งแรกเพื่อตัดสาเหตุอื่นออกไปก่อน

ปวดทวารหนักต้องตรวจภายในไหม เจ็บมากหรือเปล่า

การตรวจส่วนใหญ่คือการดูภายนอกและการตรวจทวารหนักเบื้องต้น ซึ่งใช้เวลาไม่กี่นาที ในรายที่เจ็บมาก เช่น แผลปริเฉียบพลัน แพทย์จะไม่ฝืนตรวจลึกในครั้งแรก แต่ใช้ลักษณะแผลภายนอกและอาการเป็นหลัก แล้วนัดตรวจซ้ำเมื่ออาการดีขึ้น

แช่ก้นน้ำอุ่นช่วยได้จริงไหม

ช่วยได้จริงกับสาเหตุส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ เพราะความอุ่นทำให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวและเลือดไหลเวียนดีขึ้น แนะนำครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังถ่าย ข้อยกเว้นคือกรณีที่สงสัยฝี ซึ่งต้องมาให้แพทย์ระบายหนอง ไม่ใช่รอแช่อย่างเดียว

ปรับปรุงล่าสุด